1 มหาวิทยาลัยมหิดล
2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3 มหาวิยาลัยเชียงใหม่
4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
5 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
มาดูประวัติกันก่อนเลย ...
มหาวิทยาลัยมหิดล มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่การเป็นโรงเรียนแพทย์ มีความเป็นมาจากโรงศิริราชพยาบาล ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างขึ้นบริเวณพระราชวังบวรสถานพิมุข หรือที่เรียกว่า วังหลัง ต่อมาในปี พ.ศ. 2432 จึงมีพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนแพทย์ ณ โรงศิริราชพยาบาล และตั้งชื่อโรงเรียนแพทย์ว่า "โรงเรียนแพทยากร" จัดการเรียนการสอนในระดับประกาศนีบัตร 3 ปี หลังจากนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเปิดตึกของโรงเรียนแพทย์ จึงได้พระราชทานนามโรงเรียนแพทยากรใหม่ว่า
"โรงเรียนราชแพทยาลัย"
การศึกษา
มหาวิทยาลัยมหิดลเปิดสอนในระบบหน่วยกิต ปัจจุบันมีการจัดการเรียนการสอนและการวิจัยทั้งสิ้น 551 สาขาวิชา ครอบคลุมทั้งสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคมศาสตร์ ทั้งในหลักสูตรภาษาไทยและหลักสูตรนานาชาติ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่สามารถผลิตบัณฑิตในระดับปริญญาเอกได้มากที่สุดในประเทศ
ในปี พ.ศ. 2548 มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นมหาวิทยาลัยรัฐที่มีปริมาณนักศึกษาต่างชาติมากที่สุด และใน พ.ศ. 2549 และได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณประเภทธุรกิจบริการดีเด่นกลุ่มการศึกษานานาชาติจากนายกรัฐมนตรี (Prime Minister’s Export Award 2006) เพื่อประกาศเกียรติคุณมหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างประเทศมากที่สุด (Most recognized service) ในพิธีประกาศเกียรติคุณและมอบรางวัล เมื่อวันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ปัจจุบัน มีหน่วยงานในสังกัด ดังนี้
บัณฑิตวิทยาลัย
คณะกายภาพบำบัด
คณะทันตแพทยศาสตร์
คณะเทคนิคการแพทย์
คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
คณะพยาบาลศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
คณะเภสัชศาสตร์
คณะวิทยาศาสตร์
คณะวิศวกรรมศาสตร์
คณะเวชศาสตร์เขตร้อน
คณะศิลปศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
คณะสัตวแพทยศาสตร์
คณะสาธารณสุขศาสตร์
คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์
สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย
![]() |
| กันภัยมหิดล ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย |
ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย ได้แก่ ต้นกันภัยมหิดล ซึ่ง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประทานพระราชวินิจฉัยชี้ขาดให้ "ต้นกันภัยมหิดล" เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542
สีประจำมหาวิทยาลัย ได้แก่ สีน้ำเงินแก่ เป็นสีแห่งความเป็นราชขัติยนุกูลแห่งบรมราชวงศ์ ซึ่งสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ (พระยศในขณะนั้น) พระราชทานเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2512
ประวัติ...
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศไทย ถือกำเนิดจากโรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้น ณ ตึกยาวข้างประตูพิมานชัยศรีในพระบรมมหาราชวังเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๒ [ประเทศไทยเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินสากลในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ (ค.ศ. ๑๙๔๐) ดังนั้น พ.ศ. กับ ค.ศ.ก่อนหน้านี้จึงเหลื่อมกันอยู่ ๑ ปี] และได้รับพระบรมราชานุญาตให้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนมหาดเล็ก เมื่อ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๔๕ ทั้งนี้เพื่อผลิตบุคลากรให้รับราชการซึ่งมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลจากพระบรมราโชบายปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินเมื่อ พ.ศ.๒๔๒๕ ต่อ มาทั้งภาคราชการและเอกชนต้องการบุคลากรทำงานในสาขาวิชาต่างๆ กว้างขวางมากขึ้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระอนุสรณ์คำนึงถึงพระบรมราโช บายในสมเด็จพระบรมชนกาธิราชที่จะ"ให้มีมหาวิทยาลัยขึ้นสำหรับเป็นสถาบันอุดม ศึกษาของชาวสยาม"พอที่จะช่วยให้กิจการปกครองท้องที่ของกระทรวงมหาดไทยดำเนิน ไปได้ดีในระดับหนึ่งแล้วสมควรขยายการจัดการศึกษาเพื่อสนองความต้องการของ กระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กเป็นสถาบันอุดมศึกษา พระราชทานนามว่า "โรงเรียน ข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" เมื่อ ๑ มกราคม ๒๔๕๓
ต่อมาทรงเห็นว่าควรขยายกิจการให้กว้างขวางตามพระราชประสงค์เพื่อให้เป็นพระ บรมราชานุสาวรีย์อันยิ่งใหญ่และถาวรในสมเด็จพระบรมชนกาธิราชพระองค์จึงได้ พระราชทานเงินทุนที่เหลือจากการที่ราษฎรได้เรี่ยไรเพื่อสร้างพระบรมราชานุ สาวรีย์พระบรมรูปทรงม้าจำนวนเก้าแสนกว่าบาทให้ใช้เพื่อสร้างอาคารเรียนและ เป็นตึกบัญชาการบนที่ดินของพระคลังข้างที่จำนวน ๑,๓๐๙ ไร่ ซึ่งอยู่ที่อำเภอปทุมวัน และเงินที่เหลือจากการสร้างก็ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้เพื่อกิจการ ของโรงเรียนต่อไปทั้งนี้ได้พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินและ ทรงวางศิลาพระฤกษ์ในการสร้างอาคารดังกล่าวเมื่อ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๘ ในครั้งนั้นมีการเปิดสอน ๘ แผนกวิชา ได้แก่ การปกครอง กฎหมาย การฑูต การคลัง การแพทย์การช่าง การเกษตร และวิชาครู จัดการศึกษาใน ๕ โรงเรียน (คณะในปัจจุบัน) คือโรงเรียนรัฏฐประศาสนศาสตร์ตั้งอยู่ในพระบรมมหาราชวังโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ตั้งอยู่ที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยา โรงเรียนราชแพทยาลัยตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชโรงเรียนเนติศึกษาตั้งอยู่ที่เชิงสะพานผ่านพิภพลีลา และโรงเรียนยันตรศึกษาตั้งที่วังใหม่หรือวังกลางทุ่ง หรือวังวินเซอร์ (เคยเป็นวังของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ)
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกูฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริที่จะขยายการศึกษาในโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น คือ ไม่เฉพาะสำหรับผู้ที่จะเล่าเรียนเพื่อรับราชการเท่านั้น แต่จะรับผู้ซึ่งประสงค์จะศึกษาขั้นสูงให้เข้าเรียนได้ทั่วถึงกัน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๙ เพื่อเป็นพระบรมราชานุสาวรย์เฉลิมพระเกียรติแห่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ให้เจริญก้าวหน้ากว้างขวางแผ่ไพศาล และมิรู้เสื่อมสูญ
จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยในช่วงแรกมีการจัดการศึกษาเป็น ๔ คณะ ได้แก่ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โดยในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๙ - ๒๔๖๕ มีการปรับปรุงมาตรฐานการศึกษาระดับประกาศนียบัตร และการเตรียมการจัดการเรียนการสอนระดับปริญญา มีการติดต่อกับมูลนิธิร็อกกี้ เฟลเลอร์ เพื่อให้ช่วยเหลือการเรียนการสอนของคณะแพทยศาสตร์ จากนั้นระหว่าง พ.ศ. ๒๔๖๖ - ๒๔๘๐ เริ่มรับผู้สำเร็จหลักสูตรมัธยมบริบูรณ์เข้าเรียนในคณะแพทยศาสตร์ขณะเดียว กันก็ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรและรับนักเรียนผู้จบประโยคมัธยมบริบูรณ์เข้า เรียนอีก ๔ คณะ และในระหว่างปี พ.ศ.๒๔๘๑ - ๒๔๙๐ เริ่มเน้นการเรียนการสอนอันเป็นพื้นฐานของวิชาชีพในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยมีการจัดเตรียมมหาวิทยาลัยคือนักเรียนจะต้องเลือกเรียนตามคณะต่าง ๆ ที่มหาวิทยาลัยเปิดสอนทำให้มีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยขึ้น
หลังจากนั้น ในช่วงระหว่าง พ.ศ. ๒๔๙๑ - ๒๕๐๓ เป็นระยะเวลาของการขยายการจัดการศึกษาออกไปในศาสตร์และศิลปวิทยาการต่างๆ โดยเน้นระดับปริญญาตรีเป็นหลัก และตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๔ จนถึงปัจจุบัน เป็นช่วงเวลาของการขยายการศึกษาระดับปริญญาตรีเพิ่มขึ้น และ เริ่มพัฒนาการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาส่งเสริมการค้นคว้า วิจัย การอนุรักษ์และสนับสนุนศิลปวัฒนธรรมและการบริการทางวิชาการให้แก่สังคม มีการจัดตั้งสถาบันวิจัยสถาบันบริการ และศูนย์ เพื่อให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัยและพัฒนาตนเอง ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ทุกวิถีทางให้สมกับเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ของ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงพระปิยมหาราชของพสกนิกรชาวไทยตลอดไป
สัญลักษณ์มหาวิทยาลัย คือ พระเกี้ยว
สีประจำมหาวิทยาลัย : สีชมพู
ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย : ต้นจามจุรี
เพลงมหาจุฬาสงกรณ์ : น้ำใจน้องพี่สีชมพู ทุกคนไม่รู้ลืมบูชา พระคุณของแหล่งเรียนมา จุฬาลงกรณ์ ขอทูนขอเทอดพระนามไท พระคุณแนบไว้นิรันดร ขอองค์พระเอื้ออาทร หลั่งพรคุ้มครอง นิสิตพร้อมหน้า สัญญาประคอง ความดีทุกอย่างต่างปอง ผยองพระเกียรติเกริกไกร ขอตราพระเกี้ยวยั้งยืนยง นิสิตประสงค์เป็นธงชัย ถาวรยศอยู่คู่ไทย เชิดชัย ชโย
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดทำการเรียนการสอนครอบคลุมทั้งสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์สุขภาพ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ในปีการศึกษา 2549 เปิดทำการเรียนการสอนในหลักสูตรปกติทั้งหมด 492 สาขาวิชา โดยจำแนกเป็นระดับปริญญาตรี 118 สาขาวิชา, หลักสูตรระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต 29 สาขาวิชา หลักสูตรระดับปริญญาโท 217 สาขาวิชา หลักสูตรระดับประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง 35 สาขาวิชา และหลักสูตรระดับปริญญาเอก 93 สาขาวิชา นอกจากนี้ ยังจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรนานาชาติและหลักสูตรภาษาอังกฤษ อีก 70 สาขาวิชา ปัจจุบัน ประกอบด้วยส่วนงานทางวิชาการ ที่จัดการเรียนการสอนได้แก่
คณะครุศาสตร์ คณะจิตวิทยา
คณะทันตแพทยศาสตร์
คณะนิติศาสตร์
คณะนิเทศศาสตร์
คณะพยาบาลศาสตร์
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี
คณะแพทยศาสตร์
คณะเภสัชศาสตร์
คณะรัฐศาสตร์
คณะวิทยาศาสตร์
คณะวิศวกรรมศาสตร์
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
คณะสหเวชศาสตร์
คณะสัตวแพทยศาสตร์
คณะศิลปกรรมศาสตร์
คณะเศรษฐศาสตร์
คณะอักษรศาสตร์
คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาวิจัยทรัพยากรการเกษตร
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยที่ตั้งขึ้นในส่วนภูมิภาค และเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่เรียกชื่อตามชื่อเมือง ปัจจุบันมหาวิทยาลัยนี้ตั้งอยู่เชิงดอยสุเทพ อำเภอเมือง เชียงใหม่ ขนาบข้างด้วยถนนห้วยแก้ว และถนนสุเทพ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 4 ก.ม. และมีเนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่เศษ เปิดทำการสอน เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2507
ปี พ.ศ. 2484 รัฐบาลมีนโยบายที่จะจัดตั้งมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาคขึ้นแต่เกิดสงครามโลก ครั้งที่ 2 การดำเนินงานจึงชะงักลง ต่อมาในปี พ.ศ. 2501 รัฐบาลชุดจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายเกี่ยวกับการศึกษาว่า "จะดำเนินการพัฒนาการศึกษาในส่วนภูมิภาค ตลอดถึงการศึกษาชั้นสูง" พ.ศ. 2502 ได้มีการประชุมโครงการพัฒนาการศึกษาในส่วนภูมิภาค ภาคการศึกษา 8 ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ม.ล.ปิ่น มาลากุล) เป็นประธาน ที่ประชุมมีความเห็นว่า "น่าจะจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่" พ.ศ. 2503 รัฐบาลชุด จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ลงมติอนุมัติให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียกชื่อมหาวิทยาลัยนี้ว่า "มหาวิทยาลัยเชียงใหม่"
สัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย
![]() |
| สัญลักษณ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ |
![]() |
| สีประจำมหาวิทยาลัย ต้นไม้ ต้นทองกวาว |
กลุ่มสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
คณะมนุษยศาสตร์
คณะการสื่อสารมวลชน
คณะนิติศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
คณะวิจิตรศิลป์
คณะบริหารธุรกิจ
คณะเศรษฐศาสตร์
คณะศึกษาศาสตร์
สถาบันภาษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
คณะเกษตรศาสตร์
คณะวิทยาศาสตร์
คณะวิศวกรรมศาสตร์
คณะอุตสาหกรรมเกษตร
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
วิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยี
กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ
คณะแพทยศาสตร์
คณะทันตแพทยศาสตร์
คณะเภสัชศาสตร์
คณะสัตวแพทยศาสตร์
คณะเทคนิคการแพทย์
คณะพยาบาลศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก่อตั้งเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2477 โดยมีชื่อเมื่อเริ่มก่อตั้งว่า "มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ และการเมือง" (มธก.) มหาวิทยาลัยนี้ถือกำเนิดมาจากความคิดริเริ่มของ ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ (รัฐมนตรีว่าการ กระทรวง มหาดไทย ในขณะนั้น) โดยเล็งเห็นว่าการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ขณะนั้นมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียว เมื่อมีการ เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยใน พ.ศ.2475 ประเทศชาติ มีความจำเป็นต้องมีบุคคลที่มีความรู้ ทางกฎหมาย การปกครอง และสังคม มารับใช้ประเทศชาติโดยด่วน จึงได้เสนอร่าง พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย วิชา ธรรมศาสตร์ และ การเมือง พ.ศ.2476 เพื่อเปิดสอนในวิชาแขนงดังกล่าว เมื่อพระราชบัญญัติผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ได้มีพิธี เปิดมหาวิทยาลัยขึ้น เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2477 โดยผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นผู้กระทำพิธีเปิด และ ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ประศาสน์การคนแรกของมหาวิทยาลัย (และเป็นผู้ประศาสน์การ คนเดียว เพราะต่อมาได้เปลี่ยนชื่อ ตำแหน่ง เป็นอธิการบดี)
ปรัชญาของการตั้งมหาวิทยาลัย ปรากฏตามสุนทรพจน์ ของศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ รายงานต่อผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์ มีดังนี้ "...มหาวิทยาลัยย่อมอุปมา ประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาส ที่เขาควรมีควรได้ ตามหลักเสรีภาพของการศึกษา..."
ด้วยเหตุนี้มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง จึงเป็นตลาดวิชา และเป็น มหาวิทยาลัย เปิดแห่งแรกของประเทศไทย โดยให้สิทธิแก่ผู้ที่เคยศึกษาในโรงเรียน
กฎหมายผู้สำเร็จประโยคมัธยมศึกษา และเปิดกว้างให้ถึงผู้ที่เป็น ข้าราชการ สมาชิกสภาผู้แทน ฯ ผู้แทนตำบล ครู ทนายความ เข้าเรียน ได้ด้วย ปรากฏว่าในปีแรกมีผู้สมัครเข้าศึกษาถึง 7,094 คน
วิชาที่เปิดสอนมี 2 แขนงคือ หลักสูตรธรรมศาสตรบัณฑิต ซึ่งสอนวิชากฎหมายเป็นหลัก แต่ได้สอนวิชา รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการฑูตด้วย เมื่อจบปริญญาตรีธรรมศาสตรบัณฑิตก็อาจศึกษาต่อปริญญาโท แยกเป็นแขนงนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการฑูตต่อไป วิชาอีกแขนงหนึ่งคือ วิชาการบัญชี โดยมีหลักสูตร 3 ปี สำหรับประกาศนียบัตร ทางการบัญชี (เทียบเท่าปริญญาตรี) และ 5 ปี สำหรับประกาศนียบัตรชั้นสูงทางการบัญชี (เทียบเท่าปริญญาโท)
จากวิสัยทัศน์ของศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ทำให้ผู้ไม่มีโอกาสได้ศึกษาถึงขั้นมหาวิทยาลัยได้จบปริญญา และ ประกาศ นียบัตรไปรับใช้ประเทศชาติในทางการเมือง กระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ วงการธุรกิจ และอาชีพอิสระเป็นอันมาก
สำหรับที่ตั้งมหาวิทยาลัย ครั้งแรกใช้ตึกโรงเรียนกฎหมายเดิมที่เชิงสะพานผ่านฟ้าภิภพลีลา ต่อมาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2478 มหาวิทยาลัยขอซื้อ ที่ดินบริเวณท่าพระจันทร์ ซึ่งเดิมป็นที่ของทหาร และปรับปรุงอาคารเดิมพร้อมทั้งสร้างตึกโดม (อันหมายถึงปัญญา และความเฉียบแหลม) เงินที่ซื้อที่ดินรวมทั้งการก่อสร้างได้มาจากเงินที่มหาวิทยาลัย เก็บจากค่าสมัคร และค่าเล่าเรียน (คนละ 20 บาท ต่อปี) นอกจากนี้ ในเวลาต่อมามหาวิทยาลัยยังได้ตั้งธนาคารเอเชียขึ้น เพื่อเป็นสถานที่ สำหรับนักศึกษาวิชาการบัญชี ใช้เป็นที่ฝึกงานด้วย








สวยอ่ะชอบบ
ตอบลบมีสาระดีมากค่ะ
ขอบคุนสำหรับข้อมูลค๊ะ!
ตอบลบ=]
สวยยยมากกก
ตอบลบชอบบสุดๆ
:)
ดีมากเลย บล็อกนี้
ตอบลบสุดยอดมากอ่ะ
ตอบลบขยันอ่ะ
ตอบลบ5ดาวยังไม่พอเลย
^^''
ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ
ตอบลบฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง555
ตอบลบสู้ๆๆๆๆ
แล้วความฝันของ เจ้าของบล็อกอะไรล่ะ
ขอให้เป็นจริงนะ^^
เนื้อหาดีมากกกกกก
ตอบลบเนื้อหาดีมากๆเลยย
ตอบลบตามกระแสสุดๆ
มหาวิทยาลัยยอดฮิต
มีม.มหิดล
กับม.เชียงใหม่ด้วย
นั่นแหละฝันของเค้า
เรามาตั้งใจเรียนกันดีกว่า
เพื่อฝันของเรา
ปล.เพลงเพราะจัง..ความหมายดีสุดๆ
เนื้อหาดีมากอ่ะ
ตอบลบเพลงก็เพราะ
น่าเรียนทั้งนั้นเรย
มีมหาลัยเกษตรศาตร์ด้วย
เนื้อหาดี
ตอบลบเพลงเพราะ
bg สวยมากๆๆๆๆๆ
555
เนื้อหาดีมีสาระ
ตอบลบเพลงเพราะสุด ๆ ความหมายดีมากมาย
เนื้อหาดีมากกก
ตอบลบแล้วจะเลือกเรียนที่ไหนดีล่ะ
เลือกไม่ถูกเลยยยยย
เนื้อหาดี ดี ดี แล้วดี
ตอบลบ555+
สำหรับ...
ตอบลบเค้าไม่สูงมาก...เอา
แพทย์ ม.อ. พอ
เนื้อหาโครตดีมากเลยอ่ะ
ตอบลบเพลงก้อเพราะ
ฝากเม้นด้วยนะ
สวยมาก!!!
ตอบลบดีดี
เนื้อหาสาระดีนะ
ตอบลบยังทำให้มีความรู้เพิ่มขึ้นอีกด้วย++
โหหหห ห ห.
ตอบลบม.ชั้นนำทั้งนั้น
จะไปไหนดีล่ะเรา ?
เปตองงงงง ชอบจัง :)
ตอบลบน่าสนใจมาก ๆ เลยแหละ .
ว้าาาา ตรง สุดๆๆ ชื่อเรื่อง
ตอบลบเนื้อหาสุด ๆ
ตอบลบเพลงก็เพราะ
เเต่เลือกไม่ได้ว่าเรียนไหนดี
ชีวิตยังไม่กำหนด อิอิ ^ ^
เนื้อหาดีมากๆๆๆๆๆ
ตอบลบเม้นให้อีกดินะ
ค่อยไปเ้จอกันที่
ตอบลบจุฬา......
จุฬา จ๋าไอเลิฟยู
ตอบลบขยันเนอะ เพื่ออนาคตที่ดี
ตอบลบขอบคุณค่ะ ทุกคน
ตอบลบสาธุ ขอให้ได้ ม. ที่หวังนะจ่ะ
5555
เม้น ๆ
ตอบลบ......
ตอบลบบล็อกสวยจัง
ตอบลบฝันให้ไกล
ตอบลบไปไหถึง
อิอิอิอิอิอิ
ตอบลบแต๊งกิ้ ววๆ สำหรับขอมูล
ตอบลบ:]
; น่าอย่างเค้า เข้าที่ไหนได้บ้างอ่อ ?
ตอบลบเม้นให้ด้วย
ตอบลบบล็อกน่าสนใจมากเลย
ตอบลบ...
เม้นๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ด้วยนะครับ
ตอบลบอาเม้นแล้วเม้นอีกดิ 555+++++++
ตอบลบเม้น เม้น
ตอบลบหา เนื้อ หา มา เสริม หน่อย ก้ ดี
ตอบลบบิ๋ม,น้องฝ้าย,จ๊าบ,กิ๊ก,พี่อุ้ม,หมูยอ,จอย,บอส,กิ๊ง,นัท,เมี่ยว,เจ,แพร,อาร์,กิ๊ฟต์,จ๋า,เฮ: ขอบใจจ่ะ
ตอบลบมิกซ์ : Thank
เทียน : ขอบคุณค่ะ
พลอย : จุฬาจ่ะ ขอบคุณนะ
สร้อย : ลุย ! กันเถอะ 5555 ขอบคุณๆ
พี่กานต์ : สู้ๆ
ครีม : ตามศรัทธาจ่ะ 5555
เกรซ : ความฝันสำคัญอยู่แล้ว เน๊อะ 5555
ฝ้าย : แล้วเจอกัน 55555
กระต่าย : Too you Jaa.
นน : แน่นอน
โบ๊ต : สู้ค่ะ ตามคติ
อ๊อฟ : อิอิอิอิ อะไรแกอ่อ ? 55555
มายด์ : เอาจุฬาเลยลูกก อิอิ
55555555555555
ตอบลบไห้เค้าเอาจุฬาเนี่ยน้ะ >' <
ไม่ก้าเข้าไปเหยียบเลย ด้วยซ้ำ
ไม่รู้จะเม้นว่าอ่ะไร,,เอาแค่นี้แล่วกัน :D
ตอบลบเนื้อหาดีมากๆๆๆๆ
ตอบลบจุราเรียนยากจะตาย
ตอบลบเม้นกลับให้ด้วย
ตอบลบนะจ๊ะ...นะจ๊ะ
มายด์ : ต้องทำได้ ^^
ตอบลบอ๊อฟ : ขอบใจๆ
เฮ : เรียนให้ได้และ
เม้นๆๆให้เค้าอีกมากๆเลย
ตอบลบมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
จะหวัดดี...หะ x_x
ตอบลบฝันให้ไกล ไปให้ถึง
ตอบลบ+ 1
ขออย่ายอมแพ้
ตอบลบอย่าอ่อนแอแม้จาร้องห้ายยย
จงลุกขึ้นสู้ไปจุดหมายไม่ไกลเกินจิง
อิอิอิอิอิอิอิอิ
อยากจะเป็นจะมุ่งไป เป็นอะไรดี-ดี สักอย่าง คงจะมีหนทางก็ฝันกันไป
ตอบลบอยากจะเป็นคนสำคัญ คงสักวันจะก้าวไกล ไปเป็นดาวดวงใหญ่ จะโด่งจะดัง
แม้จะล้ม ก็คิดจะคลาน เหงื่อจะซ่านกระเซ็น ก็คิดแล้วคุ้มจะขอไปเป็นอย่างหวัง
จะร้อนหรือหนาวก็พร้อมจะทน จะไปเป็นคนยิ่งใหญ่ ก็ค้นกันไปหากันไปหนทาง
ก็อยากจะดังมันจึงต้องไปในเมื่อใจ มันเอาซะอย่าง ยอมทำทุกทาง ตะเกียกตะกาย
ฮึม ฮึม ฮึม ตะเกียกตะกาย
แม้จะล้ม ก็คิดจะคลาน เหงื่อจะซ่านกระเซ็น ก็คิดแล้วคุ้มจะขอไปเป็นอย่างหวัง
จะร้อนหรือหนาวก็พร้อมจะทน จะไปเป็นคนยิ่งใหญ่ ก็ค้นกันไปหากันไปหนทาง
ก็อยากจะดังมันจึงต้องไปในเมื่อใจ มันเอาซะอย่าง ยอมทำทุกทาง ตะเกียกตะกาย
ฮึม ฮึม ฮึม ตะเกียกตะกาย
ยอม ทำทุกอย่าง ตะเกียกตะกาย...
พิมพ์โดย jery_jajarblogs
ตอบลบดีมาก ๆ เลย อ่า
ตอบลบโคตรขยันทามเลย
จิ๊กกื้จังเม้น
ตอบลบอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิอิ
ตอบลบเปงงัยเราเม้นเยอะอะยังงงง
ของเปตองเค้าเม้น
มีสาระสุดดดดแย้วววว....
ว่าแต่เข้าไปเม้นให้ยัง
เม้น
ตอบลบไม่รู้จะพูอะไร
ตอบลบโห เรียนทั้งเพ !!!
ตอบลบ